วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

การบริโภค (Consumption)

เศรษฐศาสตร์น่ารู้
19/03/2546
การบริโภค (Consumption)    มนุษย์ก็เช่นเดียวกับสัตว์โลกโดยทั่วไป ที่มีความหิว และความต้องการ แต่มนุษย์จะระงับความหิวและความต้องการนั้นด้วยการอุปโภคและบริโภคสินค้าและบริการที่มนุษย์นั้นเองเป็นผู้ผลิตขึ้น
    เราทราบว่าอุปสงค์หรือความต้องการที่มีต่อสินค้าและบริการมีได้ทั้งที่เป็นอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย (final demand) และอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการขั้นกลาง (intermediate demand) การบริโภคจัดเป็นอุปสงค์ที่มีต่อสินค้าและบริการในขั้นสุดท้าย สินค้าดังกล่าวเรียกว่าสินค้าบริโภค (consumer goods) ซึ่งมีทั้งที่เป็นสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ทีวี วิทยุ ฯลฯ และที่เป็นสินค้าไม่คงทนหรือเสียง่าย เช่น เนื้อสัตว์ พืชผัก ผลไม้ ฯลฯ

    การที่ผู้บริโภคจะบริโภคสินค้าและบริการได้นั้น ต้องมีเงินเป็นสื่อในการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภค (consumption expenditure)
    ในวิชาที่ว่าด้วยเศรษฐศาสตร์จุลภาคได้พยายามอธิบายพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการของผู้บริโภคไว้ โดยอธิบายว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออุปสงค์ในการบริโภคสินค้าและบริการ คือ ระดับราคาและรายได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะจำกัดการใช้จ่ายไว้เพียงแค่รายได้ที่มีอยู่ นอกจากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องมีการกู้หนี้ยืมสิน นั่นคือคนส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการใช้เงินเพื่อการบริโภคอย่างมีเหตุมีผลเป็นไปในทางใช้จ่ายไม่เกินตัว แต่ก็มีบางคนที่บางครั้งมีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย โดยอาจจะมีการใช้จ่ายเกินตัวตามแฟชั่น ประเพณี และสังคมก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามการเลือกตัดสินใจในการบริโภคของคนเหล่านี้ จะเป็นเรื่องของคนในแต่ละครัวเรือน แต่การบริโภคที่จะได้กล่าวถึงต่อไป ซึ่งเป็นการบริโภคเชิงมหภาคจะไม่ใช่เรื่องของการบริโภคเพียงครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่งเท่านั้น แต่จะเป็นการบริโภคมวลรวมของคนในครัวเรือนทั้งประเทศ ดังนั้นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคจึงเป็นตัวแปรในเชิงมหภาคเป็นสำคัญ ตัวแปรเหล่านี้ ได้แก่ รายได้สมบูรณ์ (absolute income) รายได้เปรียบเทียบ (relative income) รายได้ถาวร (permanent income) รายได้ตลอดช่วงอายุ (life time income) มูลค่าสินทรัพย์ (asset) อัตราดอกเบี้ย (interest rate) ฯลฯ ตัวแปรเหล่านี้ได้ถูกพยายามนำเข้ามา เพื่อใช้อธิบายความเป็นไปของพฤติกรรมการบริโภคโดยนักเศรษฐศาสตร์มหภาคเรื่อยมา ซึ่งในภาพรวมแล้วตัวแปรด้านรายได้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดระดับการบริโภคของคนในสังคม
    รายจ่ายเพื่อการใช้สอยสินค้าและบริการในช่วงเวลาหนึ่งๆ ได้ถูกจัดให้เป็นตัววัดค่าของระดับการบริโภคที่สำคัญ ทั้งนี้ในเชิงมหภาครายจ่ายนี้ถือเป็นรายจ่ายขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดารายจ่ายอื่นที่รวมกันขึ้นเป็นรายจ่ายรวมทั้งประเทศ (aggregate expenditure) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของมันจึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมวลรวมอย่างมาก จึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์มหภาคไม่อาจมองข้ามได้
    สำหรับตัววัดค่าพฤติกรรมการบริโภคที่นิยมใช้กัน คือ APC (average propensity to consume : ความโน้มเอียงเฉลี่ยในการบริโภค) เป็นค่าที่แสดงให้เห็นว่ารายได้ 1 หน่วย จะถูกใช้จ่ายไปเพื่อการบริโภคเท่าใด บ่งชี้ให้ทราบถึง พฤติกรรมในการจัดสรรรายได้ไปในการบริโภค และ MPC (marginal propensity to consume : ความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภค) เป็นค่าที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อรายได้เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด บ่งชี้ให้ทราบถึงผลของการเปลี่ยนแปลงระดับรายได้ที่กระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคว่ามีมากน้อยเพียงใด
    การศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคของนักเศรษฐศาสตร์นั้น เดิมเลยทีเดียวก็ศึกษาแต่เฉพาะพฤติกรรมการบริโภคในระยะสั้น ต่อมาเมื่อมีการขยายการศึกษาให้มีข้อมูลที่ยาวนานขึ้น ก็พบว่าพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปจึงได้ข้อสรุปซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า พฤติกรรมการบริโภคในระยะสั้นและระยะยาวนั้นต่างกัน โดยการบริโภคในระยะยาวจะมีความโน้มเอียงเฉลี่ยในการบริโภคค่อนข้างมีเสถียรภาพ เส้นการบริโภคซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคในระยะยาวจึงควรเป็นเส้นที่ลากออกจากจุดกำเนิด ในขณะที่พฤติกรรมการบริโภคในระยะสั้นจะมีความโน้มเอียงเฉลี่ยในการบริโภคลดลงเมื่อระดับของรายได้เพิ่มขึ้น โดยความโน้มเอียงในการบริโภคดังกล่าวจะสูงกว่าความโน้มเอียงหน่วยสุดท้ายในการบริโภคด้วย เส้นการบริโภคระยะสั้นจึงควรเป็นเส้นที่ลากตัดผ่านแกนค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภค สามารถแสดงโดยรูปภาพอย่างง่ายเพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้น ดังนี้

    แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคในเชิงมหภาคนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแนวคิด แต่แนวคิดที่สำคัญและมีชื่อเสียงจนกลายเป็นทฤษฎีหลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 4 ทฤษฎี คือ
    1. ทฤษฎีการบริโภคที่สัมพันธ์กับรายได้สัมบูรณ์ (Absolute income theory of consumption)
    2. ทฤษฎีการบริโภคที่สัมพันธ์กับรายได้เปรียบเทียบ (Relative income theory of consumption)
    3. ทฤษฎีการบริโภคในวัฏจักรชีวิต (Life-cycle theory of consumption)
    4. ทฤษฎีการบริโภคที่สัมพันธ์กับรายได้ถาวร (Permanent income theory of consumption)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น