สเต็มเซลล์ เป็นชื่อสร้างปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์
ที่ให้ความหวังว่าจะสามารถรักษาโรคได้ทุกโรค มันเป็นชื่อของสิ่งมหัศจรรย์ในโลกยุคใหม่
ไม่แปลกที่ไม่นานต่อมา สเต็มเซลล์จะกลายเป็นเชื่อของสิ่งวิเศษที่สามารถเสริมความงาม
กระชากวัย จนมีข่าวว่า ดาราหลายคนบินรัดฟ้าไปฉีดสเต็มเซลล์ที่ดึงเอาความเยาว์วัยกลับมากันหลายคน
แม้แต่นักธุรกิจ นักการเมือง สเต็มเซลล์ก็เป็นชื่อของความปรารถนาที่จะทำให้ชีวิตยืนยาว
ไม่ต่างจากการพูดถึงตำนานน้ำพุแห่งความเยาว์วัย หรือจอกศักดิ์สิทธิ์ที่ใครได้ดื่มน้ำจากจอกนั้นจะมีชีวิตเป็นอมตะ
แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากสิ่งที่ได้แทนที่จะเป็นความหนุ่มสาวกลับกลายเป็น “มะเร็ง”
การไขว่คว้าการมีชีวิตอันยืนยาว หรือการยืดความหนุ่มสาวของมนุษย์นั้นเป็นไปได้จริงๆ หรือ?
สเต็มเซลล์มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ของโลกยุคใหม่สามารถตอบโจทย์ความฝันของมนุษยชาติได้จริงๆ
หรือเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อที่เอาภาพลวงความยิ่งใหญ่ของสเต็มเซลล์มาเป็นชื่อหลอกขายกันแน่
สเต็มเซลล์ในปัจจุบัน
สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดเป็นชื่อที่สั่นสะท้านวงการแพทย์
ด้วยความหวังที่ว่ามนุษย์จะนำไปรักษาโรคที่รักษาไม่ได้หลายชนิด
เพราะโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ที่รักษาไม่ได้นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่
เซลล์ของเนื้อเยื่อมนุษย์บางชนิดเมื่อตายไปแล้วร่างกายไม่สามารถสร้างใหม่ได้ เช่น สมอง หัวใจ
ดังนั้นการค้นพบสเต็มเซลล์จึงเป็นเสมือนการค้นพบแหล่งสร้างเซลล์ชนิดที่ต้องการเพื่อนำไปพัฒนาเป็นการรักษาต่อไป
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมางานวิจัยทางด้านสเต็มเซลล์มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาก
ทำให้เกิดความหวังกับนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่จะหาแนวทางรักษาโรคที่ในอดีตคิดกันว่า ไม่มีทางรักษาได้แน่นอน
ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิด และเซลล์บำบัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก็เห็นถึงความเป็นไปได้ของความฝันที่จะมีการนำสเต็มเซลล์มาใช้ในทางการแพทย์อย่างกว้างขวางในอนาคต
แต่อย่างไรก็ดียังมีสิ่งที่บุคคลทั่วไปเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสเต็มเซลล์ปัจจุบัน
โรคที่ใช้สเต็มเซลล์รักษาได้จริงยังมีจำกัดไม่กี่โรค
ถึงนำไปสร้างเซลล์ที่ต้องการได้ในหลอดทดลอง
ก็ไม่ใช่ว่าฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วจะเกิดประโยชน์
ในทางตรงข้ามกันการนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมก็ทำให้เกิดอันตรายได้
ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ยังต้องศึกษา เพื่อให้เกิดประโยชน์จริงและลดอันตรายต่อผู้ป่วย
ที่แน่ๆคือยังก้าวไม่ถึงจุดที่จะสามารถรักษาโรคได้ทุกโรคตามที่หลายคนในสังคมเข้าใจ
ด้วยเพราะสเต็มเซลล์นั้นจริงๆแล้วมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน
นำไปใช้สร้างเซลล์ของเนื้อเยื่อคนละชนิด มีประโยชน์และโทษแตกต่างกันเมื่อนำไปปลูกถ่าย
ตัวอย่างง่ายๆคือ สเต็มเซลล์ของเลือดก็สร้างเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง
สเต็มเซลล์ของสมองก็สร้างเฉพาะเซลล์ประสาท และเซลล์เยื่อหุ้มประสาทเป็นต้น
ส่วนสเต็มเซลล์ที่สร้างเซลล์ร่างกายได้ทุกชนิด
มีเพียง สเต็มเซลล์ตัวอ่อน (human embryonic stem cells)
ซึ่งยังต้องวิจัยพัฒนาอีก 5-10 ปี ก่อนคนไข้ทั่วไปจะมีโอกาสได้ใช้
โดยในปัจจุบัน หัวหน้าศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิด และเซลล์บำบัด เผยว่า
การใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาโรคอย่างมีมาตรฐานนั้นในประเทศไทย
นับเพียง สเต็มเซลล์เลือด(จากไขกระดูก หรือสายสะดือทารก)สำหรับโรคเลือดเท่านั้น
ในต่างประเทศบางแห่งการเพาะและปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ผิวหนัง และกระจกตา เป็นการรักษามาตรฐาน
แต่เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงมาก ทำให้ในทางปฏิบัติมีการใช้ในยุโรปบางประเทศเท่านั้น
โรงเรียนแพทย์ของไทยมีการพัฒนาเทคนิคดังกล่าวแต่ยังเป็นโครงการวิจัยไม่ใช่การรักษามาตรฐาน
“การนำสเต็มเซลล์ของอวัยวะใดๆนำไปรักษาอวัยวะนั้นๆ
มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์คือ
ไม่ใช่ว่าเราแค่เอาเซลล์ไปปลูกเฉยๆ
เราต้องการเซลล์ที่ไปปลูกแล้วมันสร้างเซลล์ใหม่ได้เรื่อยๆ
เราไม่ได้ต้องการให้สร้างเซลล์เลือดของวันนั้น
เราต้องการให้หลังจากปลูกถ่ายไปแล้วเซลล์นั้น
สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้เราใช้ไปได้ตลอดชั่วชีวิตเรา
ถ้าไม่ใช่สเต็มเซลล์ของอวัยวะเดียวกัน ก็จะสร้างเซลล์ผิดชนิดได้
เช่นกลายเป็นกระดูกในหัวใจหรือสมองเป็นต้น”
ความก้าวหน้าในการวิจัยสเต็มเซลล์เป็นไปอย่างรวดเร็ว
ล่าสุดกับงานวิจัยที่คว้ารางวัลโนเบลของศ.ชินยะ ยามานากะ
ค้นพบวิธีการการนำเซลล์ชนิดใดก็ได้ในร่างกายมนุษย์
มาทำให้กลายเป็นเซลล์ไอพีเอส (induced pluripotent stem cell) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนสเต็มเซลล์ตัวอ่อน
ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์ใดก็ได้ในร่างกาย
เนื่องจากเป็นเซลล์ของตัวผู้ป่วยเองจึงมีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาการรักษาใหม่
ตัวอย่างเช่น หากเป็นโรคทางพันธุกรรมเลือด ในทางทฤษฎีสามารถนำเซลล์ผิวหนังของคนไข้
ออกมาทำเป็นเซลล์ไอพีเอสแล้วแก้ความผิดปกติทางพันธุกรรม
ทำกลับเป็นสเต็มเซลล์เลือดที่ไม่มีอาการป่วย เพื่อนำกลับไปปลูกถ่ายเพื่อรักษาผู้ป่วยได้
นอกจากนี้เซลล์ไอพีเอสยังมีประโยชน์ในด้านของการทดลอง
โดยเอานำเซลล์ไอพีเอสไปสร้างเป็นเซลล์จำลองที่เกิดโรคเพื่อเรียนรู้กลไกการเกิดโรคและการใช้ยารักษา
ทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยในโรคนั้นๆ ได้โดยใช้ยาที่เป็นผลมาจากการทดลองกับเซลล์ไอพีเอส
ทั้งนี้ การใช้สเต็มเซลล์ในทางที่ผิดนั้น ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ แสดงความเป็นห่วงว่ามีอยู่หลายกรณี
“การใช้สเต็มเซลล์กับผิวหนังนั้น เราพูดถึงกรณีถูกไฟไหม้
ไม่ได้ช่วยให้ผิวสวยงามอย่างที่เข้าใจกันในประเทศไทย
อันนั้นยังไม่มีหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ”
ภัยร้ายของสเต็มเซลล์
จากกระแสข่าวที่พบว่า มีดาราพากันไปฉีดสเต็มเซลล์เพื่อหวังผลด้านความสวยความงาม
ตั้งแต่บุ๋ม ปนัดดาที่ฉีดสเต็มเซลล์จากแกะในราคากว่า 6 แสนบาท เคม ภูภูมิ
และอั้ม พัชราภา จนถึงเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ
ที่พูดถึงกันมากที่สุดก็หนีไม่พ้น เบิร์ด ธงไชยที่มีข่าวว่าฉีดสเต็มเซลล์ตั้งแต่รุ่นรกแกะรุ่นแรก
โดยก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ก็มีข่าวว่าได้บินไปฉีดสเต็มเซลล์ถึงเยอรมนีด้วยเงินสูงถึง 1 ล้านบาท
รศ.ดร.คล้ายอัปสร พงศ์รพีพร อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
และกรรมการห้องปฏิบัติการฮาร์ท จีเนติกส์ เผยถึงผลการตรวจ
ที่พบความผิดปกติอย่างน่าสงสัยของผู้ที่มาใช้บริการตรวจดีเอ็นเอกับเธอว่า
“ทางสถาบันเราจะเชี่ยวชาญด้านมะเร็ง
โดยจะสามารถตรวจพบมะเร็งในระยะก่อนเริ่มแรกจากดีเอ็นเอได้
ซึ่งเราทำมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วก็พบความผิดปกติในดีเอ็นเอ
ของลูกค้ากลุ่มหนึ่งซึ่งมีการกลายพันธุ์”
โดยข้อสังเกตของเธอพบว่า การกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอนั้น
เป็นการกลายเป็นพันธุ์จากคนไปเป็นของสัตว์ และพบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นมะเร็ง
“พอมาสอบถามดูก็ได้รับคำตอบว่า ได้ไปใช้บริการฉีดสเต็มเซลล์มา
ซึ่งทั้งหมดที่พูดมามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้
เพราะขั้นตอนในการตรวจสอบดีเอ็นเอต้องส่งข้อมูลไปยังต่างประเทศด้วย”
กลุ่มคนที่เธอตรวจพบอาการดังกล่าวนั้นเป็นนักธุรกิจ หรือนักการเมือง
ที่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพการฉีดสเต็มเซลล์ที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูง
ก็เพื่อให้ตัวเองหายจากโรคที่เป็นอยู่ แต่กลับทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายมากขึ้น
ปัจจัยของการฉีดสเต็มเซลล์แล้วทำให้เกิดมะเร็งนั้นก็สอดคล้องกับ ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์
ที่บอกว่า การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงจะยิ่งมีปัจจัยที่ทำให้มีผลข้างเคียงเป็นโรคมะเร็ง
“เซลล์ยิ่งผ่านการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการนานยิ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติในโครโมโซม
การปนเปื้อน จำต้องมีการตรวจสอบ คัดเลือกเซลล์อย่างรอบคอบเพื่อความปลอดภัย
และใช้ในโรคที่มีหลักฐานสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น”
แต่การใช้สเต็มเซลล์ในความเข้าใจที่ผิดนั้นมีอยู่มากมาย
อย่างการฉีดสเต็มเซลล์ของสัตว์เพื่อใช้ในด้านความงามนั้น
หัวหน้าศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิด และเซลล์บำบัด เผยว่า
การฉีดเซลล์ของสัตว์เข้ามาในร่างกายนั้นถือว่ามีอันตรายมากกว่ามีประโยชน์
“ย้อนกลับมาสเต็มเซลล์คืออะไร...คือเซลล์ที่สร้างเซลล์ใหม่ให้เรา
ถ้าเราฉีดเซลล์ที่ไม่ใช่เซลล์ผิวหนังของเรา มันก็ไม่ได้สร้างเซลล์ผิวหนังให้เรา
ง่ายๆ สั้นๆ มันก็สร้างเซลล์อื่น ถ้าเอาเซลล์สัตว์ฉีดไปมันก็สร้างเซลล์อื่น
ยิ่งถ้ามันยังมีชีวิตอยู่ เกิดอะไรขึ้นอีก ภูมิคุ้นกันเราก็ทำงาน
ถ้าภูมิคุ้มกันชนะมันก็ไม่มีผลเหมือนฉีดน้ำเปล่ามีแสบร้อยแปลบๆ
แต่ถ้าแย่เป็นยังไง แพ้สมองอักเสบถึงตายก็มี”
ในส่วนที่ทำให้รู้สึกดีขึ้นนั้น อาจมีการฉีดสารด้านความงานอื่นๆที่เป็นอันตรายอย่าง สารหนู
สารต้องห้ามทางการแพทย์ที่ในระยะยาวอาจทำให้เป็นมะเร็งได้
ส่วนสเต็มเซลล์ที่จากตัวเองนั้น หากใช้ผิดวิธีก็มีอันตรายเช่นกัน
“มันมีคำโฆษณาชวนเชื่อมากมาย เซลล์ของตัวเองไม่เป็นไรปลอดภัย
อันนี้ไม่จริงเสมอไป เพราะเซลล์เจ้าของเองก็กลายเป็นพิษได้
เซลล์เลือดฉีดไปในไตกลายเป็นเนื้องอกในไตได้ ฉะนั้นเซลล์ของตัวเองไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด
เซลล์ตัวเองก็อันตรายได้ ข้อเสียคือภูมิคุ้นกันเราไม่ป้องกัน
คืออะไรมันเป็นเนื้องอกง่ายมาก เหมือนเพาะแล้วเพิ่มจำนวนแล้ว
มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ในยีนของเซลล์
พอปลูกเข้าไปในร่างกายเรา ระบบภูมิคุ้มกันบอกว่าเป็นเซลล์เรานี่
แต่จริงๆมันเป็นตัวเริ่มต้นของเนื้องอก”
เนื่องจากแม้แพทยสภาจะห้ามการนำสเต็มเซลล์มาใช้ในผู้ป่วย
นอกจากจะเป็นโรคระบบเลือดหรือเป็นโครงการวิจัยที่ได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว
แต่ก็ยังข่าวมีคลินิคเปิดรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในโรคที่ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่เสมอๆ
ในทางจริยธรรมแล้ว ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ เอ่ยว่า
“ในทางการแพทย์เราคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้เป็นสำคัญที่สุด
การรักษาต้องมีพื้นฐานจากหลักฐานที่เชื่อถือได้และต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับคนไข้
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่เข้าใจว่าสเต็มเซลล์คืออะไรและเป็นโรคเรื้อรังรุนแรง
พอหมอบอกว่า จ่ายมา 10 ล้านแล้วจะฉีดสเต็มเซลล์ให้ มีความเป็นไปได้ที่จะรักษาได้
แต่หมอไม่รับรองและห้ามฟ้องหมอทีหลัง
คนไข้ที่ไม่มีอะไรจะเสียก็อาจตกลง แต่มันทั้งอันตรายต่อคนไข้ และผิดจริยธรรม”
ทั้งนี้ หากมีการใช้สเต็มเซลล์รักษาคน นอกจากโรคเลือดซึ่งเป็นมาตรฐานแล้ว
ในประเทศไทย ก็ยังถือว่าเป็นการทำเพื่อการพัฒนาการแพทย์จึงห้ามคิดค่าใช้จ่ายกับคนไข้
ยังมีการให้เก็บสเต็มเซลล์ของเด็กแรกเกิดเพื่อให้ใช้รักษาโรคในอนาคต
เขาก็ให้ความเห็นว่า ไม่จำเป็น เพราะค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
โดยคิดค่าเก็บรักษาตามระยะเวลา หากเก็บไว้เพียง 10 ปีก็ไม่คุ้ม
เพราะอาจยังไม่ได้ใช้รักษาโรค และหากเก็บในตอนโตก็ไม่ต่างกัน
เพราะปัจจุบันมีวิทยาการของเซลล์ไอพีเอสที่ย้อนไปสู่เซลล์กำเนิดได้
“ในทางการแพทย์ นอกจากความปลอดภัยของคนไข้
เราต้องคำนึกถึงค่าใช้จ่าย ประโยชน์ที่มากที่สุดต่อตัวคนไข้ด้วย
การรักษาแบบนั้นจึงจะเป็นมาตรฐานที่สามารถใช้ในทางปฏิบัติจริงได้”
ปัจจุบันนี้ มีการนำชื่อของสเต็มเซลล์ไปใช้ในทางที่ผิดซึ่งอันตรายมาก
“คนที่ไม่รู้แต่พร้อมจะยอมเสี่ยงเพราะเชื่อว่าสเต็มเซลล์นั้นดี
เชื่อว่ารักษาได้ทุกโรค เชื่อว่าบินไปฉีดในประเทศบางประเทศที่ดังๆ ในยุโรป
เชื่อว่ามันเป็นไฮ - เทคโนโลยีที่คนอื่นไม่รู้
มันไม่ใช่ เทคโนโลยีที่พูดนั้นมันไม่ใช่เทคโนโลยีเลย
เราสามารถพูดได้ทั่วโลก หรือสมาคมสเต็มเซลล์ทั่วโลกพูดด้วยประโยคเดียวกันว่า ไม่มี
ตัวอย่างในต่างประเทศก็มีมาแล้วที่คนไข้ตายและหมอที่ฉีดสเต็มเซลล์ให้ต้องติดคุก”
มาถึงตอนนี้ ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ ก็ขอบอกว่า สเต็มเซลล์ในด้านดีก็มีอยู่จริง
เพียงแต่ต้องใช้อย่างถูกต้อง ถูกกระบวนการ
“มาตอนนี้ความก้าวหน้าของสเต็มเซลล์ที่เทคโนโลยีมันก้าวไปเร็วมาก
มันก็ทำให้ความฝันทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างใกล้จะเป็นจริง
iPS technology เองในประเทศไทยก็พัฒนาไปพอสมควรแล้ว
ผมเองศึกษาด้านประสาท ความฝันในการรักษาโรคพาร์กินสันมันเริ่มเห็นความเป็นไปได้แล้ว”
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ยังรอก้าวต่อไปของการพัฒนา
ความหวังในการจะรักษาโรคทุกโรคที่เกิดกับมนุษย์
ในต้นทุนที่คุ้นค่าพร้อมด้วยความปลอดภัย รวมถึงความหนุ่มสาว ที่ยังไม่มาถึงในปัจจุบัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น